แชร์ประสบการณ์ แพทย์อึ้ง มะเร็งโพรงจมูกหาย เพราะกินยา ธรรมโอสถ


advertisements






ชีวิตหวิดตาย...แต่พร้อมตายของหลวงพี่เอก 
ผู้จัดทำและดูแลเฟสบุค "วัดป่าธรรมคีรี"



เดิมทีนั้นผม...พระเอกชัย(หลวงพี่เอก) เมื่อเป็นฆราวาสได้รับทุกขเวทนาอย่างยิ่งด้วยโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก คุณหมอแจ้งให้ทำใจ เพราะคงเหลือเวลาอีกไม่มาก หลวงพี่ตัดสินอุปสมบท และมาอยู่ภาวนากับพระอาจารย์คมทันที จากความพยายามจะสวดมนต์ เดินจงกรม นั่งกรรมฐาน (ทั้งที่ร่างกายทรุดหนักและอ่อนแรงมาก) เวลาผ่านไป 1 พรรษา ผลการตรวจเป็นที่อัศจรรย์ว่า โรคมะเร็งโพรงจมูกได้หายสนิท และมีอายุยืนยาวสืบมา 

ตอนแรกหลวงพี่ก็ไม่เชื่อครับ แต่พอลองสังเกตุดูจากหลายๆ เหตุการณ์แล้ว ทำให้เชื่อในเรื่องของภาวนาจริงๆ ครับ อย่างเรื่องมะเร็งหลังโพรงจมูกนี่ คุณหมอที่ทำการรักษาเขาบอกหลวงพี่ว่า เป็นการรักษาที่ได้ผลเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้เยอะมากครับ เขาถามหลวงพี่ว่า "ไปทำอะไรมา กินยาต้ม ยาหม้อมาหรือปล่าว?" หลวงพี่บอกว่า"ปล่าว แต่ลองใช้ธรรมะโอสถ" ซึ่งหมอก็ งง ว่าคืออะไร หลวงพี่บอกว่า "หลวงพี่ก็นั่งสมาธิทุกวัน ตามที่ครูบาจารย์ท่านแนะนำ" คุณหมอนี่ได้แต่ "งง" ครับ

พระอาจารย์คมก็เตือนอยู่เสมอว่าอย่าประมาท เพราะร่างกายคนเรานี้เป็นรังของโรค อีกทั้งเราไม่อาจทราบได้ว่าในอดีตชาตินั้นเราทำทั้งกรรมดี และกรรมไม่ดีมากี่มากน้อย หลังจากดีใจว่าหายจากมะเร็งโพรงจมูกได้ 10 เดือน น.พ.พลพร(คุณหมอหนุ่ม)ซึ่งมาภาวนาที่วัดป่าธรรมคีรีอยู่เสมอ สังเกตว่าหลวงพี่จากที่แข็งแรงดีอยู่ มีอาการปวดหลังมาก เดินจงกรมเหนื่อยง่าย จึงนิมนต์ไปตรวจอีกครั้ง ปรากฏว่ามะเร็งที่โพรงจมูกนั้นหายจริง แต่ตรวจพบมะเร็งขึ้นใหม่ที่ตับ!

ซึ่ง ณ ตอนนี้หลวงพี่ได้หยุดทำการรักษาแล้วเนื่องจากว่ามันดื้อยา และไม่มียารักษา หมอบอกหลวงพี่ว่า คงอยู่ได้ไม่เกินเดือนเมษายนปี 57 หลวงพี่ได้ยินก็ Shock เลยครับ มันชาไปหมดทั้งตัว น้ำตาไหล มันจี้ดไปทุกเรื่อง ห่วงทรัพย์สมบัติ ห่วงพ่อแม่พี่น้อง ห่วงสารพัดจะห่วง กลัวตายแบบขนหัวลุก ไอ้ที่เคยหวังว่าจะทำนั่นทำนี่ อุตส่าห์ทำงานเก็บเงินเพื่อตอนแก่จะเสวยสุขต่างๆนานา พอหมอบอกว่าเราจะตายแล้ว...มันพังลงหมดเลย พูดอะไรไม่ออก น้ำตาแห่งความระทมทุกข์มันไหลไม่หยุด รู้สึกเหมือนนักโทษที่เขากำลังคุมตัวไปแดนประหาร (ใครที่ว่าเข้าใจธรรมะ อ่าน/ฝึกมาเยอะแล้ว ระวังให้ดีนะครับ ถึงเวลาคุณอาจจะพบว่าธรรมะไม่เคยลงเข้าสู่ใจคุณเลยก็ได้ มันคาอยู่แต่ที่สมองหมด) แต่พอตั้งสติได้ก็นึกถึงคำที่พระอาจารย์คมท่านพูดไว้ว่า "ตายแน่ๆ พี่เอก ยังไงก็ตาย" ท่านไม่เคยสอนให้หลงเลย มีแต่เตือนว่า"ยังไงก็ต้องตาย!" เสียงนี้มันดังก้องขึ้นมาในหู ทำให้หลวงพี่คิดได้ว่า ไหนๆ ก็ตายอยู่แล้ว แต่หลวงพี่จะไม่ตายฟรีเด็ดขาด ขอตั้งใจภาวนาให้ถึงที่สุด พร้อมกับตั้งจิตอธิฐานตลอดทุกคืนว่า "ขอให้ผมได้เข้าสู่พระนิพพานด้วยเถิด การเกิดเป็นทุกข์เหลือเกิน" แล้วหลวงพี่ก็เร่งภาวนามากกว่าเดิมเยอะครับ ส่วนผลที่ได้น่ะเหรอครับ กลายเป็นว่า ร่างกายหลวงพี่ดูปกติทุกอย่าง ถ้าไม่บอกว่าหลวงพี่เป็นมะเร็งที่ตับ และใกล้จะตายแล้ว ก็ไม่มีใครรู้แน่ๆครับ มีแต่คนบอกว่า หน้าตาผ่องใสมากกว่าเดิม ดูไม่เหมือนคนป่วยเลย ซึ่งหลวงพี่ว่าคงเป็นอานิสงส์จากการภาวนานี่แหละครับ

ทุกวันนี้หลวงพี่เอก...คนป่วยโรคมะเร็งตับ ที่ใกล้ตายเต็มทนแล้วคนนี้ ยังเดินขึ้นเขา ลงเขาได้อย่างสบายเลยครับ จนโยม งง กันไปตามๆ กัน ว่านี่หรือคนป่วยครับ

ช่วงวิกฤตกลับมาอีกครั้ง เมื่อหลวงพี่เอกติดเชื้อในกระแสเลือด คุณหมอลงความเห็นว่าคงไม่อาจยื้อชีวิตให้รอดได้พ้นคืน เพราะไข้พุ่งถึง 42 องศา c ขณะที่ความดันลงมาแตะ 40 ตอนนั้นมันทรมานมากเลยครับ ทุกขเวทนามันเกิดเต็มที่ หลวงพี่หนาวสั่นไปทั้งตัว หนาวถึงกระดูก หลวงพี่ก็ภาวนาพุทโธๆๆจนหลับ และฝันไป ในความฝันนั้นมันชัดมาก จนไม่เหมือนฝัน หลวงพี่ได้เห็นราชรถ 2 คันมาจอดรออยู่ ณ พื้นที่แห่งนั้นเป็นสีขาวโล่งเลยครับ พอหลวงพี่เห็น ก็รู้ได้ทันทีว่า นี่คือราชรถนะ เขามารับเรา แต่คันแรกเนี่ยไปสวรรค์ชั้นที่ 6 ส่วนอีกคัน จอดข้างๆ กัน ไปสถิตย์พรหมชั้นที่ 1 ให้เลือกเอาว่าจะไปคันไหน ณ ตอนนั้น หลวงพี่ได้แต่ยืน งง ว่ามาได้ไง แปลกดีเนอะ 

หลวงพี่จ้องดูเฉยๆไม่ขึ้นสักคัน ไม่ได้มีจิตที่อยากจะไปกับราชรถคันไหน หรือสนใจสวรรค์พรหมชั้นไหน เพราะมันรำพึงในจิตว่า"เรามุ่งมั่นจะไปนิพพาน เรายังมีหน้าที่ชำระกิเลสค้างอยู่ ถ้าไปตอนนี้เราต้องกลับมาเกิดอีก กลับมาแก่ มาเจ็บไข้ทรมาน มาทุกข์จนตายอีก ชาติแล้วชาติเล่าแน่นอน สู้เราชดใช้วิบากซะให้เต็มที่ บำเพ็ญบารมีเจริญภาวนาให้ถึงที่สุดดีกว่า" 

พอเช้ามา กราบเรียนถามพระอาจารย์คม เล่าถวายความฝันให้ท่านฟัง ท่านบอกว่า "นั่นเป็นนิมิตนะ ไม่ใช่ฝันธรรมดา ฝันของผู้ภาวนานี่ฟังง่าย ดีแล้วที่ไม่ไป เพราะถ้าไปก็คือตาย ณ ตอนนั้นเลย นี่แหละเป็นผลของการภาวนา ที่ทำให้มีสติ และผลของการอธิฐานจิตว่า ขอให้ถึงซึ่งพระนิพพานในชาตินี้ ถ้าจิตไม่มุ่งมั่นพอ มันจะไม่เกิดอธิษฐานบารมี จิตก็ไม่มีหลัก ไม่มีทิศทางไป ก็สะเปะสะปะไปเรื่อยตามแรงกรรม" 

มันรู้ขึ้นมาในจิตหลวงพี่อย่างประหลาดว่าสวรรค์ชั้นนั้นๆ พรหมชั้นนั้นๆ เป็นอย่างไร แม้แต่ตอนนี้ หลวงพี่ก็มีความรู้สึกว่าราชรถเขาจอดรออยู่ตลอดไม่ได้เคลื่อนไปไหนเลยครับ ปัจจัตตังจริงๆ มันจะชัดแสดงอยู่ในจิตอย่างนั้น พระอาจารย์คมบอกว่า "ให้เอาเป็นเครื่องเตือนว่าอย่าประมาท กวดสติ กวดปัญญามากๆ" หลวงพี่รีบบอกโยมแม่กับโยมพ่อเลยครับ ท่านดีใจใหญ่เลย ดีนะที่ไม่ไป ท่านอยากให้อยู่กับท่านไปก่อน และท่านก็บอกว่า อย่างน้อยๆ ก็หมดห่วง เพราะรู้แล้วว่า หากหลวงพี่ตายไป หลวงพี่ไปสบายแน่นอน หลวงพี่เลยบอกให้ท่านทำบุญ ถือศีล และภาวนาเยอะๆ เพราะหลวงพี่ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของธรรมะแล้วว่า ธรรมะนั้นดีจริง นรก สวรรค์มีจริง ใครทำกรรมอะไรไว้รับรองว่าหนีไม่พ้น 

สำหรับการภาวนาของหลวงพี่นั้น ยังหางอึ่งอยู่เลยครับ ประมาณเด็กอนุบาล ส่วนใหญ่จะได้วัน 6-7 ชั่วโมงครับ ตามปกติ ส่วนใหญ่จะดูตามความเหมาะสมมากกว่าครับ คือใน 1 วัน จะแบ่งเวลาจำวัดนอน 4-5 ชั่วโมง นอกนั้นก็ดูว่าถ้าว่างตอนไหนก็รีบปฏิบัติครับ ช่วงนี้พยายามนั่งให้ได้ครั้งละ 2 ชั่วโมง จากเดิมได้แค่ 1-1.30 ชั่วโมงครับ สลับกับเดินจงกรมในเวลาเท่าๆกัน แล้วแผ่เมตตา ร่างกายหลวงพี่มันชำรุดครับนั่งนานเดินนานไม่ไหว จึงใช้วิธีสลับกัน เพื่อให้สติกับวิถีจิตต่อเนื่องกัน หลวงพี่เคยถูกพระอาจารย์คมดุว่า "ไม่ใช่ว่าเราป่วยแล้วจะถือเป็นข้ออ้างเข้าทางกิเลส ปฏิเสธการภาวนา"

หลวงพี่ก็ตรวจสอบตัวเองตลอด จะด่าตัวเองทุกวันครับ และก็ระลึกถึงความตายตลอด ว่าเรามีเวลาเหลือน้อยให้รีบปฏิบัติรีบภาวนา ทำแบบนี้มันก็มีกำลังใจหึกเหิมขึ้นมา โดยเฉพาะหากนึกถึงเสียงครูบาอาจารย์ท่านเมตตาดุเตือนเราว่า "ท่านเอกให้รีบภาวนาเข้า ท่านเอกจะตายวันนี้หรือปล่าว?" ก็จะทำให้มีกำลังใจรีบเร่งภาวนาได้ดีครับ ส่วนเวลาภาวนาหลวงพี่ก็พุทโธๆๆตามที่ท่านบอก หากจิตมันมีกำลังสมาธิ อยากคิดพิจารณาเรื่องความตายหลวงพี่ก็ปล่อยให้มันคิดเลยครับ ก็ทิ้งพุทโธไปเลย กำหนดแต่สภาพความตาย ความเสื่อมสลายของร่างกาย จนบางครั้งก็ได้ในเรื่องหลักข้อธรรมะว่า อ๋อมันเป็นอย่างนี้เอง เป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และครูอาจารย์ท่านจริงๆ มันจะมีสภาวะธรรมสัมผัสในจิตเอง มันแจ่มแจ้งกว่าที่รู้ด้วยสมองธรรมดามาก มันก็เปลี่ยนเป็นรู้โดยจิต แล้วมันจะเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมครับ และปล่อยวางได้ ไม่ต้องอยากนู่น อยากนี่ ปล่อยตามสบาย หากเวทนาเกิดก็รู้เฉยๆ และก็พิจารณาแยกแยะว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อย่าโง่ไปยึด ไปถือให้มันทุกข์ตามที่หลวงพี่ทำนะครับ และก็ใส่ความอดทนให้มันมากขึ้น ก็มีประมาณนี้ครับ แต่ยากเอาการครับ ดีว่าพระอาจารย์ไม่ให้รับกิจนิมนต์หรือไปไหนมาไหนมาก เพราะเสียเวลาภาวนา การภาวนาต้องมีความต่อเนื่องเป็นสำคัญถึงจะได้ผลดี สนุกและอัศจรรย์ใจกว่าที่เคยได้อ่านได้ยินมามากครับ เพราะมันเป็นของจริงที่ปรากฏชัดกับตัวเราเอง 

ถ้าประเมินจากชีวิตฆราวาสที่ผ่านมาของหลวงพี่ที่ไม่เคยสนใจธรรมะเลย กิน เที่ยว ดื่ม สูบ ผ่านมามากมาย นี่เหตุเพราะความกลัวตายเลยตั้งใจภาวนา ภาวนาไปก็เข้าใจความตาย ไม่กลัวมันแล้วครับความตาย กลัวกลับมาเกิดดีกว่า! ขออย่างเดียว อย่าท้อแท้ครับ เพราะความท้อแท้จะขัดขวางทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จครับ ผมหวังว่า เรื่องราวของผมคงพอเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านนะครับ

26 ธันวาคม 2556 (วันนี้) อาการติดเชื้อในกระแสเลือดของหลวงพี่ดีขึ้น พระอาจารย์คม และหมู่เพื่อนสหธรรมิก มาเยี่ยมที่ ร.พ.คามิลเลี่ยน ซ.ทองหล่อ 55 ได้สนทนาธรรมเกิดกำลังใจอย่างมาก พระภิกษุเราเมื่อมีธรรมะแล้ว ฝากเป็นฝากตายกันได้ เป็นที่พึ่งแท้ เป็นกัลยาณมิตรแท้ วันนี้น้องๆตามพระอาจารย์มาเยี่ยม ก็รู้สึกถึงตอนเราเป็นฆราวาสว่าเคยประมาทมามาก ใช้ชีวิตไม่มีสาระอะไร จึงเตือนสติน้องๆ "ให้ระวังตัว ขับรถก็ดี เที่ยวก็ดี อย่าประมาท เราโชคดีที่ได้พบครูบาอาจารย์ ได้มาฝึกภาวนาตั้งแต่ยังเด็กกัน ตักตวงบุญกุศลไว้เยอะๆ ดูหลวงพี่เอกเป็นตัวอย่าง ไม่มีอะไรจะพึ่งได้นอกจากธรรมะ รักพ่อแม่ รักตัวเอง ให้มีธรรมะรักษาใจกันเอาไว้ และจะดียิ่งขึ้นถ้าตั้งใจไปนิพพานด้วย น้องเอ้ย...บาปบุญมีจริง อย่าทำชั่วเด็ดขาด ใครมีวาสนาดีก็ภาวนาให้พ้นทุกข์ อย่ากลับมาเกิดเลย" พระอาจารย์คมพาคณะเจริญพระพุทธมนต์ และเจริญจิตภาวนา แผ่เมตตา หลวงพี่ปลื้มใจมาก ที่เห็นหมู่พระ และน้องๆมาให้กำลังใจ

หายากครับเดี๋ยวนี้ อดีตที่หลวงพี่หันหลังให้ธรรมะ เพราะหลวงพี่เจอพระสงฆ์มามาก จนเสื่อมศรัทธาไปก็หลายรอบ เคยพบพระผู้ใหญ่ดังๆ แต่เบื้องหลังกลับเห็นแก่ตัว เจ้าเล่ห์ ริษยา คอยแต่หลอกใช้พระผู้น้อยและฆราวาสก็เยอะ หรือเจอพระหนุ่มก็คะนองไปวันๆ ไม่สนใจมรรคผลนิพพาน ถ้าจะถามหาพระที่เสียสละทั้งนอกทั้งในจริงๆแล้วคงต้องขอใช้คำพระอาจารย์คมที่ว่า

"ก็รีบภาวนาให้ตนเองพ้นทุกข์เป็นพระแท้เองนั่นเเหละดีที่สุด!" จริงไหมครับ

ป.ล. เรื่องเฟสบุคนี้ตอนแรกหลวงพี่ก็ถูกดุไม่ให้ทำ เพราะท่านต้องการให้หลวงพี่ภาวนาอย่างเดียว แต่หลวงพี่กราบเรียนว่า"หากผมภาวนาไม่ได้เรื่องแล้วตายก่อนล่ะครับ ขอโอกาสให้ผมได้ทำเป็นอานิสงส์ติดจิตไปภพหน้าเถอะ..." ท่านจึงอนุญาตให้ทำ ใจจริงแล้วหลวงพี่อยากช่วยพระอาจารย์สร้างวัดแต่ไม่มีเงินทองอะไร หลวงพี่เลยขออนุญาตทำเฟสบุควัดป่าธรรมคีรีนี้ เพื่อมอบธรรมะเป็นทาน หมู่เพื่อนก็เห็นดีด้วยแต่ไม่มีท่านไหนมีความชำนาญเรื่องคอมพิวเตอร์ (พระหมู่เพื่อนท่านมุ่งแต่เรื่องภาวนาล้วนๆเลยครับ หลังฉันก็แยกย้ายเข้าทางจงกรม เข้าแคร่ภาวนา) หลวงพี่เลยปวารณาว่าจะทำและดูแลเฟสวัดป่าธรรมคีรีนี้จนหลวงพี่ตาย หลวงพี่แอดมินคนนี้ อาจจะไม่แข็งแรงนัก แต่อ่านทุกเม้นทุกข้อความนะครับ^_^ ถ้าหลวงพี่มรณะภาพเมื่อไหร่ มาเผาหลวงพี่ด้วยนะครับ มาดูธรรมะจากร่างกายหลวงพี่กัน

จากเพจ "วัดป่าธรรมคีรี" กรุณาแชร์เพื่อเป็นธรรมทานต่อไปครับ

advertisements


ร่วมแสดงความคิดเห็น


captcha


Back to top