ยาเลื่อนประจําเดือน วิธีการกินยา การซื้อยา และรวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับยาเลื่อนประจําเดือน


advertisements






ยาเลื่อนประจําเดือน เมื่อพูดถึงประจำเดือนแล้ว สาว ๆ หลายคนจะต้องกังวลใจไม่น้อยเลยทีเดียว หากมีประจำเดือนในช่วงที่ต้องทำกิจกรรมสำคัญๆในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น ต้องไปเที่ยวทะเล ไปเข้าค่ายเดินป่า เดินเขา ค้างแรมหรือจำเป็นที่จะต้องเดินทางไกลไปต่างประเทศ หรือในวันสำคัญๆ เช่นวันแต่งงานนั่นเอง การเลื่อนประจำเดือนออกไปจึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องการกันมาก เพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการทำกิจกรรมระหว่างวัน....

         และตัวเลือกที่ผู้หญิงเลือกใช้เพื่อเป็นตัวช่วยสำคัญดังกล่าว คือ "ยาเลื่อนประจำเดือน" ที่นิยมใช้ทั่วไปเป็นฮอร์โมนโปรเจสโตเจน หรือฮอร์โมนโปรเจสโตโรนนั่นเอง เมื่อผู้หญิงกินยาประเภทนี้แล้ว จะช่วยยืดเวลาให้รอบเดือนช้าออกไปได้ประมาณอีก 1 สัปดาห์ 

ยาเลื่อนประจําเดือน
ยาเลื่อนประจําเดือน

สารบัญ
  1. ประจำเดือน
  2. ยาเลื่อนประจำเดือนคืออะไร
  3. การรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนที่ถูกต้องที่สุดคือ 
  4. การใช้ยาเลื่อนประจำเดือนในกรณีต่างๆ

ประจำเดือน
หลายๆคนถามว่าทำไมต้องมีประจำเดือนเพราะมีแล้วน่าเบื่อน่ารำคาญ ปวดท้อง เป็นสิว ผิวดำ แต่การมีประจำเดือนนั้นก็จำเป็นสำหรับผู้หญิงมากเพราะ ประจำเดือนคือ เลือดดีในร่างกายที่ถูกขับออกมาพร้อมกับเยื่อบุพื้นผิวโพรงมดลูก และการที่มีเลือดสีดำออกมาด้วยนั้นเป็นเพราะเลือดที่ออกมานั้นถูกกรด หรือสภาวะด่างในช่องคลอดทำปฏิกิริยา สีที่แดงก็เลยคล้ำหรือดำนั่นเอง เลือดประจำเดือนหมายถึง ความล้มเหลวของการเตรียมตัวเพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนที่จะเกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับสเปิร์ม เยื่อบุโพรงมดลูกนั้นเป็นเนื้อเยื่อที่มีต่อมสร้างสารอาหารเรียงตัวอยู่เป็นมากมาย เมื่อยังไม่มีการตกไข่ ฮอร์โมนเพศจะกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกให้หนาตัวฟูขึ้นคล้ายฟองน้ำถูกซึมซับน้ำเข้าไป เมื่อมีการตกไข่แล้วรังไข่ก็จะส่งฮอร์โมนเพศอีกชนิดหนึ่งมากระตุ้นให้ต่อมในเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก สร้างสะสมสารอาหารไว้เพื่อเป็นอาหารสำหรับตัวอ่อนหรือเรียกว่ากันว่าคัพพะนั่นเอง ที่เกิดจากการปฏิสนธิมาฝังเพื่อเจริญเติบโตต่อไปเป็นทารก

ถ้าไข่นั้นมีการปฏิสนธิ ฮอร์โมนเพศที่จะส่งมากระตุ้นหลังจากการตกไข่จะทำหน้าที่ได้ประมาณ 14 วันก็จะหมดไป เนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกก็จะเกิดการขาดเลือดมาเลี้ยง ทำให้เนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาฟู เริ่มเสื่อมสภาพจะเกิดการหลุดลอก และขณะเดียวกันก็จะเกิดการฉีกขาดของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงเยื่อบุโพรงมดลูก ทำให้มีเลือดออกมาปนกับเนื้อเยื้อบุโพรงมดลูก ซึ่งเมื่อเสื่อมตายจะสลายเป็นสารเหลวปนออกมากับเลือดทำให้เกิดสีคล้ำ และเมื่อไหลออกมาในช่องคลอดก็จะทำปฏิกิริยากับสารหลั่งในช่องคลอดที่มีสภาพเป็นกรด สีก็จะคล้ำขึ้นไป

ขณะที่เนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอก หลอดเลือดฉีกขาดค่อยๆ ดำเนินไปนั้น กล้ามเนื้อมดลูกก็จะคอยบีบตัวรัดหลอดเลือดทำให้เลือดหยุดไหลภายใน 3-5 วัน ดังนั้นเลือดประจำเดือนหรือเลือดระดู ปกติเลือดจำพวกนี้จะมีสีคล้ำถึงดำ และออกนานประมาณ3-5 วัน
ยาเลื่อนประจำเดือนคืออะไรHuh?
การกินยาเลื่อนประจำเดือนนั้นไม่ได้ดีต่อสุขภาพของคุณสักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าหากคุณยังคิดว่าจำเป็นต้องทานจริงๆ ก่อนกินยาเลื่อนประจำเดือน ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนเพื่อจะได้ทราบว่ามีประวัติที่ห้ามกินยาหรือไม่ เช่น ประจำเดือนมีความผิดปกติอยู่ก่อนแล้วหรือไม่มีการตั้งครรภ์อยู่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นนักที่จะต้องรับประทานยา   ยาเลื่อนประจำเดือน ที่ทีมเภสัชกรหรือแพทย์นิยมแนะนำ และให้ใช้กันทั่วไป นั้นส่วนมากแล้วเป็นยาเม็ดที่มีชื่อการค้า Primolut N ภายในจะมีตัวยาชื่อว่าnorethisterone ขนาด 5 mg โดยที่ตัวยานี้จัดเป็นยาในกลุ่มของโปรเจสเตอโรน

กลไกการออกฤทธิ์ของยาตัวนี้ก็ง่ายม๊ากมายเลย และในภาวะปกติของร่างกายผู้หญิงนั้น ในช่วงก่อนการมีประจำเดือนระดับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนปกติของร่างกายเองจะลดลงเองเรื่อยๆ และจะมีผลทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนออกมาในที่สุด พอรับประทานยาเข้าไปแล้ว ก็จะไปเพิ่มระดับฮอร์โมนดังกล่าวในร่างกายทำให้ฮอร์ชนิดนี้ไม่ลดลงเลย  และมดลูกคุณเองก็จะเหมือนโดนหลอกว่ายังมีๆ ฮอร์โมนตัวนี้อยู่นั่นเอง จึงทำให้มดลูกของผู้หญิงไม่มีการสลายเยื่อบุออกมาและไม่เป็นประจำเดือน หรือไม่ตั้งครรภ์อีกด้วยนั่นเองแหละค่ะ และการมีรอบเดือนจึงถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆอีกด้วย

ดังนั้นการที่รับประทานยาเลื่อนประจำเดือนจึงส่งผลให้ ระดับ progesterone สูง ในขณะที่รับประทานยาจึงทำให้ไม่มีรอบเดือนตรงตามที่เคยนับ และทำให้มดลูกหนาตัวขึ้นไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน และเมื่อไข่ไม่ได้รับการผสม และถ้าหากหยุดรับประทานยาเลื่อนประเดือน มดลูกจะทำให้ progesterone ลดต่ำลงไปเรื่อยๆเอง จึงเป็นผลให้เยื่อบุมดลูกที่หนาตัวหลุดลอกสลายไป และเป็นประจำเดือนตามมาที่หลัง และจะเข้าสู่ภาวะของรอบเดือน แต่การหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกนี้ ไม่สามารถนับรอบเดือนตามปรกติได้แน่นอน จึงไม่ควรใช้ วิธีนับวันสำหรับเดือนต่อไป

และนอกจากนี้ยาเลื่อนประจำเดือนโดยทั่วไป อาจใช้เป็นยาคุมกำเนิดแบบธรรมดาได้ แต่ไม่นิยมใช้ป้องกันการมีบุตร เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่อร่างกายมากกว่า เนื่องจากการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจจะส่งผลให้เลือดออกกะปริบกะปรอยไม่เป็นปกติ รอบเดือนแปรปรวนไม่คงที่ จึงไม่แนะนำให้คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้สักเท่าไหร่เพราะส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่า   บางคนเมื่อกินยาเข้าไปแล้ว อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน  คัดตึงเต้านม ปวดหัว หน้ามืด เป็นบางเวลาก็เป็นได้ ส่วนผลข้างเคียงอย่างอื่นไม่ค่อยมีอะไรที่น่ากลัวนัก ถือว่ามีความปลอดภัยอยู่พอสมควร แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อจนเกินไปและเกินความจำเป็นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ต้องใช้จะดีกว่า  ควรจะใช้ลักษณะชั่วครั้งชั่วคราว ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

    แต่จะมีในบางรายเภสัชกรอาจเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบธรรมดาทั่วๆไป ที่มีฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่า โปรเจสโตเจนและเอสโตรเจน มาใช้เป็นยาเลื่อนแทนก็ได้เช่นเดียวกัน แต่ฮอร์โมนตัวหลังนี้มักจะทำให้มีผลข้างเคียงทำให้คุณอาเจียนหรือวิงเวียนได้ แต่ก็พอจะมีวิธีบรรเทาได้โดยการกินยาร่วมกับอาหาร 
วิธีรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนที่ถูกต้องและปลอดภัย
 
การรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนที่ถูกต้องที่สุดคือ 
                   **โดยให้รับประทานยาเลื่อนประจำเดือน 1 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง ตามน้ำหนักตัว**
               - ถ้ามีน้ำหนักตัวต่ำกว่า 60 กิโลกรัม จะรับประทาน 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง
               - ถ้ามีน้ำหนักตัวมากกว่า 60 กิโลกรัม จะรับประทาน 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง
 
            การรับประทานที่ถูกวิธีที่สุดคือรับประทานตามแพทย์หรือเภสัชกรแนะนำถ้าหากมีบางรายที่ใช้ยาเลื่อนประจำเดือนชนิด ฮอร์โมน norethisterone เลื่อนประจำเดือน โดยให้เริ่มรับประทานอย่างน้อย 3 วัน ก่อนกำหนดของวันมีประจำเดือน และไม่ควรรับประทานนานเกิน 10-14 วัน เพราะเนื่องจากจะทำให้รอบเดือนมาผิดปกติ, เลือดออกกระปิดกระปรอย,ซึมเศร้า, ปวดศีรษะ,เจ็บคัดเต้านมได้ เป็นต้น และเมื่อหยุดยา 2-3 ประจำเดือนจะมาตามปกติ ในกรณีที่ต้องการเลื่อนประจำเดือนมากกว่า 14 วัน หรือนานกว่านั้น ควรใช้ที่เป็นจำพวก ยาคุมกำเนิด ที่มีฮอร์โมน 2 ชนิด (combined pills) แบบ 21 เม็ดจะเหมาะสมกว่า โดยฮอร์โมนสูตรผสม ซึ่งมีทั้ง Estrogen และ progesterone จะดีกว่า และยาจำพวกนี้ยังสามารถเลื่อนประจำเดือนโดยมีหลักการคือ ฮอร์โมนทั้ง 2 จะไปรักษาระดับฮอร์โมนในร่างกายให้คล้ายกับ ระดับฮอร์โมนในร่างกายก่อนมีประจำเดือนคือฮอร์โมนจะไม่ลดลง จนกระทั่งเมื่อหยุดทานยา ระดับฮอร์โมนจะลดต่ำลงเรื่อยๆทำให้เข้าสู่ภาวะของรอบเดือนนั่นเอง โดยวิธีการใช้ยาคุมสูตรผสมในการเลื่อนประจำเดือน คือ ให้ทานก่อนประจำเดือนมา 7 วัน โดยให้ทานวันละ  1 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด ก่อนนอนเท่านั้น หรือถ้าใกล้ถึงวันที่ประจำเดือนมา ให้ทานวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด โดยทานในช่วงเช้า และเย็น หลังอาหาร

     แต่สำหรับในผู้หญิงบางคนที่รับประทานยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมน รวมอยู่แล้วต้องการเลื่อนประจำเดือน ก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี 
                 ในกรณีแรกคือ ผู้หญิงที่ทานยาคุมกำเนิดแบบแผงละ 21 เม็ด เมื่อทานยาคุมจนหมดแผง สามารถทานแผงต่อไปได้เลยไม่ต้องหยุดยาจะทำให้ สามารถเลื่อนประจำเดือนได้
                 ส่วนใน กรณีที่ 2 นั้นทานยาคุมกำเนิดแบบแผงละ 28 เม็ด เมื่อทานยาคุมไป 21 เม็ดแล้ว จะเหลือยาอยู่ 7 เม็ด ให้เริ่มทานยาคุมกำเนิดแผงใหม่ ได้เลยโดยไม่ต้องรับประทาน 7 เม็ดที่เหลือในแผงเดิม เนื่องจากยา 7 เม็ดที่เหลือไม่มีส่วนประกอบของฮอร์โมน และในผู้หญิงที่ทานยาคุมกำเนิดอยู่แล้ว และใช้ยังทานยาคุมกำเนิดเพื่อเลื่อนประจำเดือนสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ และเมื่อหยุดทานยาปะจำเดือนจะมาตามปกติ ในอีกประมาณ 2-3 วัน
 

การใช้ยาเลื่อนประจำเดือนในกรณีต่างๆ

 
                 -  ในหญิงตั้งครรภ์ การใช้ยาเลื่อนประจำเดือน มีผลต่อทารกในครรภ์แน่นอนเพราะจะมีโคโมโซมที่ผิดปกติเป็นผลให้ทารกในครรภ์พิการได้ หรือ จะทำให้เกิดการแท้งได้เลยทีเดียว
                 - ในหญิงให้นมบุตร การใช้ยาเลื่อนประจำเดือนใน เมื่อใช้นานเกินไป จะทำให้เกิดอาการเจ็บคัดเต้านม,เต้านมโต ทำให้ปวดนมไม่หาย
                 - และถ้าใช้ยาเลื่อนประจำเดือนเพื่อเป็นการป้องกันการต้องครรภ์ โดย norethisterone จะออกฤทธิ์ ทำให้เมือกบริเวณช่องคลอดเหนียวข้นมากขึ้น ทำให้เมื่อมีเพศสัมพันธ์แล้ว อสุจิเคลื่อนที่ไปผสมกับไข่ได้ยากมากขึ้น และทำให้ผนังมดลูกไม่เหมาะสมแก่การฝังตัวของไข่ที่ถูกผสมแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการทานยาเลื่อนประจำเดือนนั้น เป็นการทานในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้นไม่เหมาะที่จะทานติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่ดีเท่าการใช้ยาคุมกำเนิดโดยตรง ดังนั้น หากต้องการเลื่อนประจำเดือนและหวังผลในการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วย ควรจะใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมแทนจะดีกว่าและปลอดภัยกว่า นอกจากนี้บางครั้งมีก็ได้มีผู้นำยาเลื่อนประจำเดือนมาใช้ในการเลื่อนประจำเดือนออกไป ซึ่งจะให้ผลไม่แน่นอนและยังอาจมีผลเสียอีกด้วยเนื่องจากทานไม่ถูกวิธี และการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนทำให้รอบประเดือนผิดปกติ และเกิดเลือดออกกระปริดกระปรอย และยังเกิดอาการข้างเคียงจากฮอร์โมนหลายอย่าง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ซึมเศร้า น้ำหนักเพิ่ม
 
ถ้าหากเรากินถูกวิธี ก็จะไม่เป็นผลเสียอะไรมากนัก เพียงแต่ต้องรับประทานให้ถูกวิธี ไม่เพียงแต่ยาเลื่อนประจำเดือนเท่านั้น แต่หมายถึงทุกๆ ประเภทยาเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าจะเป็นประเภทยาแบบไหนก็อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพคุณได้ทั้งนั้น อย่าลืมนะจ๊ะสาวๆ และถ้าจะให้ดีที่สุดนะจ๊ะ ควรปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติจะดีที่สุดนะจ๊ะ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพและชีวิตของคุณ ดูแลรักษาสุขภาพของคุณให้ดีจะได้อยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ นะจ๊ะ

advertisements


ถ้าหนูไม่มีอารัยกับใครกลัวท้องทำมั้ยจ้า ไม่ใช่ปลากัดนี่


19 มิถุนายน 2556 - 21:28 , IP : 171.96.86.xxx

reply

ประจำเดือนมาในวันที่27 ต.คแต่เริ่มกินยาคุมในวันที่16 พ.ยแต่ตอนนี้ประจำเดือนยังไม่มาเลย ซื่อของตรวจการตั้งคันมาตรวจในวันที่1 ผลออกมาแค่ขีดเดียว


2 ธันวาคม 2556 - 04:52 , IP : 27.55.147.xxx

reply

หยุดกินยาหยุดประจำเดือน 3 วันแล้วค่ะแต่ประจำเดือนยังไม่มา จะท้องใหมค่ะ


12 มกราคม 2558 - 00:19 , IP : 58.11.96.xxx

reply

พี่ค่ะ ถ้าประจำเดือนมาวันแรกกินได้มั้ย


17 มกราคม 2558 - 07:56 , IP : 27.55.37.xxx

reply

กินยาเลืิ่อนประจำเดือนในวันแรกของประจำเดือนจะทันมั้ย คือเลือดมาแค่แค่นิดๆค่ะ


21 มีนาคม 2558 - 09:37 , IP : 27.55.165.xxx

reply

ดีมากๆๆค่ะ


2 กันยายน 2558 - 15:23 , IP : 202.29.178.xxx

reply

คือจะไปธุระอะคะเลยกินยาเลื่อนตั้งแต่วันศุกที่ผ่านมาแล้วพอดีมีการเลี่ยนกำกนดการไปอาทิตหน้าเราเลยต้องกินต่อจะมีผลอะไรไหมคะ


16 ตุลาคม 2558 - 16:37 , IP : 223.204.34.xxx

reply

กินยาเลื่อนประจำเดือนในวันที่คาดว่าจะเป็นประจำเดือนจะได้ผลมั้ยคะ


17 ธันวาคม 2558 - 22:37 , IP : 27.55.234.xxx

reply

ร่วมแสดงความคิดเห็น


captcha


Back to top